ถาม-ตอบ

   ธนาคารออมสิน ช่วยลูกค้าได้รับผลกระทบน้ำท่วมเป็นเวลานาน ด้วยการหยุดคิดดอกเบี้ยและไม่ต้องชำระเงินกู้นาน 6 เดือน พร้อมให้กู้เพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อดำรงชีพ ฟื้นฟูอาชีพ ซ่อมแซมที่พักอาศัยและทรัพย์สิน วงเงินตั้งแต่ 30,000 – 500,000 บาท เผยมีผู้ยื่นความจำนงแล้วกว่า 22,000 ราย

   นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า หลังจากที่ธนาคารฯ ได้ดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยให้แก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่เหตุน้ำท่วมจำกัดอยู่ในพื้นที่ไม่มากนัก แต่เมื่อเหตุการณ์เริ่มรุนแรง ขยายพื้นที่ออกไปเป็นวงกว้าง และเป็นเวลานานหลายเดือน ทำให้ธนาคารออมสินได้ปรับมาตรการเพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยที่อุทกภัยในปีนี้นอกจากได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินเป็นอย่างมากแล้ว ยังทำให้ประชาชนไม่สามารถประกอบอาชีพ ขาดรายได้ หรือรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ธนาคารออมสินจึงได้ปรับมาตรการความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยที่รุนแรง ด้วยการไม่คิดดอกเบี้ยและไม่ต้องชำระเงินต้น หรืองดคิดดอกเบี้ยระยะเวลาสูงสุด 6 เดือน ทั้งนี้ จะพิจารณาตามสภาพความรุนแรงของผลกระทบของลูกค้าแต่ละราย

   “หลังจากครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ลูกค้าจะชำระเงินงวดในอัตราเท่าเดิม หรือจะขอปรับลดเงินงวด พร้อมกับขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ได้อีกไม่เกิน 1-2 ปี ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ลูกค้าได้ในยามวิกฤตเช่นนี้ ขณะที่ยังมีลูกค้าและประชาชนที่ยังเดือดร้อนอยู่ หรือกำลังกลับมาใช้ชีวิตปกติได้แล้วแต่ยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกมาก เช่นซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ซ่อมแซมทรัพย์สิน ซื้อสิ่งของเครื่องใช้ อุปโภคบริโภค ธนาคารออมสินจึงขอเติมเต็มการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าของธนาคารฯ ทุกกลุ่มอาชีพ ซึ่งรวมไปถึงประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ด้วยความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติม โดยการให้สินเชื่อในลักษณะผ่อนปรนเงื่อนไขเป็นกรณีพิเศษอีกหลายประเภท” นายเลอศักดิ์ กล่าว

   สำหรับ สินเชื่อที่ธนาคารฯ ให้บริการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ได้แก่ “สินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนช่วยภัยน้ำท่วม” เป็นเงินกู้ตามความจำเป็นฉุกเฉินตามสภาพที่ได้รับผลกระทบ ในวงเงินรายละไม่เกิน 30,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือ MRR ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 8.00 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 2 ปี ชำระเป็นรายเดือน โดยธนาคารฯ ใช้เวลาอนุมัติไม่เกิน 5 วัน เพียงผู้กู้มีสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป มีความสามารถในการชำระเงินกู้ มีที่อยู่แน่นอนที่สามารถติดต่อได้ และมีอาชีพหรือมีรายได้ ใช้บุคคลค้ำประกัน 1 ราย ที่มีคุณสมบัติเดียวกันกับผู้กู้

   ขณะที่ ลูกค้าเดิมสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนและประชาชนทั่วไป สามารถยื่นกู้เพื่อนำไปใช้จ่ายลงทุนใหม่ได้ไม่เกินรายละ 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR + ร้อยละ 1 ต่อปี ส่วน ลูกค้าสินเชื่อเคหะเดิม สามารถกู้เพิ่มเติมเพื่อซ่อมแซมได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินกู้ตามสัญญาเดิมแต่ไม่เกิน 300,000 บาท ส่วนประชาชนทั่วไป สามารถกู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยได้ไม่เกินรายละ 300,000 บาท ผ่อนชำระภายใน 5 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-3 ร้อยละ 3.45 ปีที่ 4-5 คิดอัตราดอกเบี้ย MLR - 0.50 ต่อปี โดยธนาคารฯ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการให้บริการสินเชื่อและค่าบริการจัดทำนิติกรรมสัญญาให้ด้วย ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจและ SMEs ธนาคารฯ ได้ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไปจากสัญญาเดิมไม่เกิน 1 ปี และสามารถขอกู้เพิ่มเป็นเงินทุนหมุนเวียนได้ไม่เกินรายละ 500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MLR - 1.50 ต่อปี ระยะเวลาชำระเงินกู้ไม่เกิน 5 ปี

   ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวอีกว่า หลังจากธนาคารออมสินได้เปิดให้ลูกค้ายื่นความจำนงเพื่อขอบรรเทาภาระผลกระทบจากภัยน้ำท่วม ปรากฏว่า มีผู้ยื่นความจำนงขอความช่วยเหลือตามมาตรการของธนาคารออมสินแล้วจำนวน 22,286 ราย วงเงินรวม 9,587 ล้านบาท

   ผังเมืองกทม.เล็งรื้อเครือข่ายคูคลองระบายน้ำ อาจกำหนดบางทำเลห้ามจัดสรร ลดความเสี่ยงน้ำท่วมมหาอุทกภัยในเดือนต.ค.-พ.ย. 2554 ได้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่และทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านจัดสรรทำเลรอบนอกกทม. กลายเป็นหมู่บ้านจมน้ำ ทำให้หลายภาคส่วนเริ่มมองหาโอกาสและทางออกธุรกิจนี้ "กรุงเทพธุรกิจ" ได้จัดเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง "โอกาสธุรกิจอสังหาฯ หลังมหาอุทกภัย" โดยเชิญวิทยากรจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ทั้งภาคเอกชน นักธุรกิจ นักวิชาการ และตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ หลายคนมองตรงกันว่า โอกาสในธุรกิจนี้ยังมีแต่ต้องมีการปรับตัวที่เหมาะสมและทันท่วงที

   ผังเมืองกทม.เล็งรื้อคูคลองระบายน้ำ ม.ร.ว.เปรมศิริ เกษมสันต์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในช่วงที่ทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ยังไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ขึ้นแล้ว สำนักผังเมืองกทม.อาจทบทวนการแก้ไขผังเมืองฉบับใหม่นี้ ให้สอดคล้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ในภาพรวมของกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จากเดิมผังเมืองพยายามผลักดันชุมชนสู่ชานเมืองโดยเฉพาะฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ทั้งเขตทวีวัฒนา ตลิ่งชัน แต่น้ำท่วมที่ผ่านมาทำเลดังกล่าวได้รับผลกระทบหนัก จึงต้องมาทบทวนกันว่า แนวผังเมืองใหม่อาจต้องใช้ระบบวิศวกรรมเข้ามาช่วย ในการปรับเพิ่มโครงข่ายคูคลอง เพิ่มระบบสาธารณูปโภค ระบบระบายน้ำแนวเหนือใต้ เช่น คลองทวีวัฒนา และในบางพื้นที่ เช่น เขตบางขุนเทียน อาจต้องสงวนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วย

   นอกจากนี้อาจต้องนำหลัก HUD : Housing and Urban Development การพัฒนาเมืองของสหรัฐอเมริกา มาเป็นแนวทางในการปรับแก้ผังเมือง เพื่อสร้างแนวทางที่เข้มแข็งในการเป็นชุมชนเมือง ให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิต

   นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า สนข.เตรียมเสนอให้เพิ่มเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู จากปัจจุบันที่กำหนดให้ดำเนินการระหว่างแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร วงเงิน 5.4 หมื่นล้านบาท โดยจะขยายเพิ่มอีกเส้นทางหนึ่งในระยะทางประมาณ 3-4 กิโลเมตร (กม.) ภายหลังมีประชาชนต้องการให้สร้างสถานีปลายทางเป็นสถานีสุวินทวงศ์ แทนสถานีมีนบุรี โดยให้เหตุผลว่ามีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า และจะส่งผลดีต่อประชาชนผู้ใช้บริการมากกว่าด้วย

   นายจุฬากล่าวว่า เส้นทางที่ สนข.จะเสนอให้ดำเนินการเพิ่มเติมดังกล่าว จะก่อสร้างแยกออกมาจากแนวเส้นทางเดิม โดยจะพิจารณาจุดเชื่อมต่อที่อยู่ใกล้กับสถานีสุวินทวงศ์ให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้มีระยะทางไกลเกินไป โดยการให้บริการจะเป็นในลักษณะเดียวกันกับรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่ให้บริการ 2 เส้นทาง และมีสถานีร่วมที่สถานีสยาม เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนขบวนรถไฟไปใช้อีกเส้นทางหนึ่งได้ คาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มเติมไม่มาก และสามารถเปิดให้บริการได้พร้อมกับรถไฟฟ้าสายสีชมพู ในช่วงปกติ

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

   บอร์ดผังเมือง ผ่านร่างผังเมือง กทม. อนุมัติปรับผังสี 31 จุด ปลดล็อกเกณฑ์ความกว้างถนน พร้อมให้สิทธิพิเศษ พ.4-พ.5 กรมโยธาฯรับกระแสค้านลดลงมาก หลังจากคณะกรรมการผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ประชุมพิจารณาร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (กทม.) (ปรับปรุงครั้งที่ 3) เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอให้เปลี่ยนแปลงผังสีกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งสิ้น 31 บริเวณ และปรับแก้ไขเรื่องความเข้มข้นของเกณฑ์ความกว้างถนนในการก่อสร้างอาคารสูง ให้ไปใช้ตามกฎกระทรวงผังเมืองรวม พ.ศ. 2549 แทน และให้สิทธิเพิ่มเติมแก่บริเวณพื้นที่สีแดง (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) บริเวณ พ.4-พ.5 ให้ก่อสร้างอาคารสูงได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงเกณฑ์ความกว้างถนน ให้ยึดเพียงกฎหมายฉบับอื่น เช่น พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร กฎหมายสิ่งแวดล้อมแทน ล่าสุด วันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้มีประชุมคณะกรรมการผังเมือง กระทรวงมหาดไทย เพื่อลงมติร่างผังเมืองรวมดังกล่าว

   นอกจากนี้ การปรับผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน 31 ทำเล มีทำเลน่าสนใจอยู่ 2 แห่ง คือ ทำเลเอกมัย ซึ่งเดิมเป็นสีส้มและสีน้ำตาลคนฝั่ง ปรับเป็นสีน้ำตาล (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) ทั้ง 2 ฝั่ง และทำเลสุขุมวิทตรงข้ามไบเทค (บางนา) จากสีส้มเป็นสีแดง (พื้นที่ดินเพื่อการพาณิชย์) ทำให้ก่อสร้างอาคารได้มากขึ้น

   นายเชตวัน อนันตสมบูรณ์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หลังจากที่ประชุมเสนอให้สำนักผังเมือง กทม. กลับไปทบทวนความเข้มข้นของเกณฑ์ความกว้างถนนการก่อสร้างอาคารสูง โดยปรับจากที่เสนอ 16 เมตร ในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่พิเศษ (อาคารขนาด 10,000 ตร.ม.) ขึ้นไปหลายพื้นที่ กลับมายึดตามกฎกระทรวงผังเมืองรวม กทม. พ.ศ. 2549 ทำให้กระแสคัดค้านร่างผังเมืองฉบับดังกล่าวลดลงมาก ที่ประชุมจึงลงมติเห็นชอบร่างดังกล่าวเรียบร้อยแล้วทั้งหมด ตามการประชุมครั้งที่แล้วโดยขั้นตอนต่อไป จะติดประกาศให้ประชาชนทราบภายใน 90 วัน โดย กทม.จะเป็นผู้นำร่างที่ผ่านการอนุมัติแล้วไปติดประกาศ

   ตั้งอนุกรรมการอีกชุดพิจารณาคำร้อง

      "แม้ว่าตอนนี้กระแสคัดค้านจะลดลง แต่จากประสบการณ์การติดประกาศของร่างผังเมือง กทม.ฉบับปี 2549 มีผู้ยื่นคำร้องคัดค้านถึงกว่า 2,000 ราย เพราะประชาชนจำนวนมากไม่เข้าใจ แต่ก็ยื่นเรื่องร้องเรียนมาก่อน ทำให้ต้องใช้เวลาพิจารณาคำร้องนาน ที่ประชุมจึงได้เสนอว่า หากมีคำร้องเข้ามามาก ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มอีกหนึ่งชุด จากเดิมที่มีแล้ว 1 ชุด เพื่อมาช่วยกันพิจารณาคำร้องให้เสร็จทันประกาศใช้ก่อนผังเมืองฉบับปัจจุบันหมดระยะต่ออายุในวันที่ 15 พ.ค. ปีหน้า"นายเชตวัน กล่าว

    เขา กล่าวว่า ที่ประชุมยังขอให้สำนักผังเมือง รายงานผลทุก 15 วันหลังติดประกาศไปแล้ว เพื่อให้ทราบว่าแต่ละช่วงมีผู้ยื่นคำร้องเข้ามาแล้วเท่าไร และให้เร่งจัดหมวดหมู่ของคำร้องโดยเฉพาะ เพื่อให้พิจารณาได้ทัน เช่น หมวดหมู่ผังสี หมวดหมู่ถนน หมวดหมู่ระยะถอยร่น

   ทั้งนี้ คำร้องที่น่ากังวลที่สุด คือ การขอแก้ไขสาระสำคัญภายในร่างผังเมือง เพราะหากจำเป็นต้องแก้ไขสาระสำคัญ จะทำให้ต้องติดประกาศใหม่อีก 90 วัน และอาจประกาศใช้ไม่ทันช่วงต่ออายุ จนอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่นผังเมืองที่กำลังขาดอายุในปัจจุบันอย่างนนทบุรี อย่างไรก็ดี คณะกรรมการผังเมืองวางกรอบเวลาพิจารณาคำร้องทั้งหมดไว้ 2 เดือน โดยกรมจะส่งกรรมการร่างกฎหมายเข้าไปช่วยสำนักผังเมืองด้วย

   กรณีหากการพิจารณาคำร้องทั้งหมดเสร็จสิ้น โดยไม่ต้องแก้ไขสาระสำคัญ อีกขั้นตอนหนึ่งที่ต้องใช้เวลานาน คือการให้โรงพิมพ์ตีพิมพ์แผนที่ผังสี เพื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เพราะต้องส่งกลับไปมาตรวจทานทุกสีทุกบริเวณอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 วัน

   แนะ กทม.เวนคืนจุดจำเป็น

   นายเชตวัน กล่าวอีกว่า กรณีที่สำนักผังเมืองจัดทำแผนผังแสดงโครงการคมนาคมและขนส่ง แนบท้ายร่างผังเมือง โดยมีแผนจะเวนคืนที่ดินในถนนสายรองให้เป็น 12 เมตร จำนวน 19 สาย และให้เป็น 16 เมตร อีก 86 สาย โดยรอประชาชนถอยร่นก่อนแล้วจึงค่อยเวนคืน เขามองว่าเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากปัจจุบันกรุงเทพฯ มีประชากรราว 12 ล้านคน การรอประชาชนถอยร่นเพื่อขยายถนน 1 สายดูจะเป็นไปไม่ได้ จึงคุยกับสำนักผังเมืองนอกรอบว่า หากบริเวณใดจำเป็นจริงๆ ให้ออกกฎหมายเวนคืนบริเวณนั้นๆ ไปเลย

   ส่วนที่ กทม.กังวลว่า การเข้าไปดับไฟในซอยแคบกรณีเกิดเพลิงไหม้จะทำได้ยากนั้น เชื่อว่าปัญหาหลักอยู่ที่การบริหารจัดการภายในซอย เพราะโดยปกติรถดับเพลิงเข้าซอยขนาด 10 เมตรได้ แต่มักพบปัญหา เช่น มีรถจอดบริเวณ 2 ข้างทาง

   "ถนนสาธารณะไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น ขณะที่การจะเวนคืนหรือขยายถนนก็ยังทำได้ยาก กทม.จึงควรเข้มงวดส่วนอื่น เช่น ออกข้อบังคับที่ชัดเจนเกี่ยวกับการห้ามจอดรถภายในซอย เพื่อให้ซอยเข้าออกได้ง่าย รวมถึงเข้าไปดับเพลิงได้ง่ายด้วย"

   ม.ร.ว.เปรมศิริ เกษมสันต์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กทม. กล่าวว่า วันนี้ (10 พ.ค.) กทม. เรียกประชุมตัวแทนจากทุกเขตในกรุงเทพฯ เพื่อเตรียมความพร้อมการติดประกาศร่างผังเมืองรวม กทม.ที่ผ่านการลงมติแล้วให้ประชาชนทราบ โดยจะติดประกาศตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. นี้เป็นต้นไป ตามสำนักงานเขต กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักผังเมือง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่น้อยกว่า 172 แห่ง

   ดันแก้พ.ร.บ.ควบคุมอาคารลดแออัด

   นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับการปรับเกณฑ์ความกว้างถนนให้เป็นไปตามผังเมืองรวม กทม. 2549 อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการคอนโดมิเนียมไม่ได้ต้องการให้กลับไปยึดเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่ต้องการให้เมืองพัฒนาไปเช่นเดียวกับต่างประเทศ เพราะในสิงคโปร์มีประชากรหนาแน่นถึงกว่า 6,000 คนต่อตร.กม. ขณะที่กรุงเทพฯ ยังมีเพียง 3,000 คนต่อตร.กม. จึงเชื่อว่ากรุงเทพฯยังไม่หนาแน่น อีกทั้ง ตั้งแต่มีควบคุมเรื่องอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (เอฟเออาร์) ก็ทำให้อาคารสูงหนาแน่นน้อยลงไปมากแล้ว

   อย่างไรก็ดี สมาคมเข้าใจสำนักผังเมือง กรณีที่เคยกล่าวว่าประชาชนในเมืองไม่ชอบคอนโดมิเนียมในซอย เพราะกังวลว่าจะทำให้ซอยแออัด จึงได้หารือกับผู้ประกอบการในสมาคมเพื่อเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาคารสูงเพิ่มเติม

   เปิดพ.4-พ.5ดันเมืองโตเทียบสิงคโปร์

   ด้าน นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรณีปรับข้อกำหนดของผังสีการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณ พ.4-พ.5 ให้ก่อสร้างอาคารสูงได้ โดยไม่ต้องยึดเกณฑ์ความกว้างถนน ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาเมือง เพราะบริเวณดังกล่าว พัฒนาให้หนาแน่นได้ และอาคารแนวสูงในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ก็พัฒนาให้เติบโตอย่างหนาแน่นลักษณะเดียวกันนี้

   ถ.เพชรบุรี : รฟม. เปิดเวทีรับฟังความเห็น เล็งก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-มีนบุรี ระยะทาง 35.4 กม. เชื่อมกรุงเทพฯฝั่งตะวันออกและตะวันตก คาดเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2557 และเปิดบริการในปี 2562

   นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยในงานการประชุมปฐมนิเทศโครงการงานศึกษาทบทวนรายละเอียดความเหมาะสม ออกแบบ จัดเตรียมเอกสารประกวดราคา และดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-มีนบุรีว่า รฟม. ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการศึกษาโครงการดังกล่าวใหม่โดยใช้ระยะเวลา 10 เดือน

  โดยเบื้องต้นบริษัทที่ปรึกษาได้นำเสนอแนวเส้นทางโดยเริ่มต้นที่สถานีบางขุนนนท์ จากนั้นจะวิ่งไปตามแนวเขตรถไฟสายบางกอกน้อยผ่านโรงพยาบาลศิริราช ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าผ่านใต้ถนนราชดำเนิน แล้วเบี่ยงใช้แนวถนนหลานหลวงผ่านยมราช แล้วเข้าสู่แนวถนนเพชรบุรีเลี้ยวเข้าถนนราชปรารภ ถึงดินแดงแล้วเลี้ยวไปตามถนนวิภาวดีรังสิตผ่านศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) เลี้ยวขวาไปเชื่อมกับรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคลที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย แล้วเบี่ยงเข้าถนนพระราม 9 ตัดผ่านถนนประดิษฐ์มนูธรรม แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนรามคำแหง ผ่านแยกลำสาลีแล้วตัดผ่านถนนกาญจนาภิเษก สิ้นสุดที่จุดตัดกับถนนสุวินทวงศ์บริเวณมีนบุรี ระยะทางรวม 35.4 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างใต้ดิน 26.2 กิโลเมตร และโครงสร้างยกระดับ 9.2 กิโลเมตร มีสถานีทั้งสิ้น 29 สถานี (สถานีใต้ดิน 22 สถานี และสถานียกระดับ 7 สถานี) วงเงินก่อสร้างประมาณ 150,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากเส้นทางมีระยะทางยาวจึงอาจมีการแบ่งการก่อสร้างเป็น 2 ช่วง โดยจะดำเนินการในส่วนของใต้ดินช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯถึงมีนบุรีก่อน

   สำหรับรูปแบบการเดินรถจะเป็นระบบรถไฟฟ้าขนส่งขนาดหนัก สามารถขนส่งผู้โดยสารอย่างน้อย 55,000 คนต่อชั่วโมงต่อทิศทาง โดยโครงการนี้มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจร้อยละ 19.4 ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2557 และสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2562

 

"จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้"